รูปบทความ วิเคราะห์ 5 อสังหาฯ Luxury ใช้อะไรเป็นท่าไม้ตาย มีอะไรเป็นจุดเด่น

วิเคราะห์ 5 อสังหาฯ Luxury ใช้อะไรเป็นท่าไม้ตาย มีอะไรเป็นจุดเด่น

ตลาดอสังหาฯ ระดับ Super Luxury และ Luxury ถือว่าเป็นเซกเมนต์หนึ่งที่น่าจับตามอง ณ ขณะนี้ ซึ่งสำหรับคอนโดเมื่อ 2 - 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้พัฒนาโครงการต่างๆ หลายบริษัทหันไปพัฒนาคอนโดหรูกันจำนวนมาก เพื่อรองรับกำลังซื้อจากต่างชาติที่ขณะนั้นกำลังขยายตัว


อย่างไรก็ตามถึงแม้วิกฤติโควิด-19 ในปัจจุบันจะกระทบกำลังซื้ออสังหาฯ จากต่างชาติ แต่ก็มีนักวิเคราะห์ได้ประเมินเอาไว้ในช่วงวิกฤติเกิดขึ้นใหม่ๆ ว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 ตลาดคอนโดระดับ Super Luxury จะกลายเป็นอีกตัวเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากมีห้องขนาดใหญ่ และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เหมาะกับ Work From Home


และไม่ใช่แค่คอนโดหรูอย่างเดียวที่น่าจับตามอง โครงการบ้านและโฮมออฟฟิศระดับ Super Luxury และ Luxury ตอนนี้ยังน่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะเซกเมนต์อสังหาตั้งแต่ระดับ Luxury นี้เองได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และยังคงสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง วันนี้ Estopolis จึงได้รวบรวม 5 ผู้พัฒนาอสังหาฯ ระดับ Super Luxury และ Luxury ที่น่าสนใจมาฝากทุกคนกัน



Altitude Development


ขอเริ่มจาก Altitude Development บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับ Luxury Brand ที่น่าจับตามองในปัจจุบัน ซึ่ง Altitude Development พัฒนาโครงการหลากหลาย เซกเมนต์ตั้งแต่ระดับ Premium Affordable Class จนถึง Super Luxury Class โดยระดับ Luxury ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 8 - 96 ล้านบาท อัลติจูดถือว่ามีความโดดเด่นเพราะมีจุดแข็งที่แตกต่างด้วยแนวความคิดการพัฒนาโปรดักซ์ เพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้ชีวิต และ ตอบโจทย์ Pain Point ของลูกค้าอย่างตรงจุดโดยเน้นไปที่ การสร้างสังคมระดับพรีเมียม หรือ “LUXOCIETIES” ผ่านจุดแข็ง 3 ข้อคือ


โครงการบ้าน One Bellagio ระดับ Super Luxury จาก Altitude Development
โครงการบ้าน One Bellagio ระดับ Super Luxury จาก Altitude Development


1. Honorable Partner เพราะทุกโครงการระดับ Luxury ขึ้นไปของบริษัท มีการร่วมมือระหว่าง Altitude Development และ บริษัทหรือบุคคลชั้นนำต่างๆในหลายธุรกิจเพื่อถ่ายทอดแนวคิด และรูปแบบการใช้ชีวิตแบบระดับพรีเมียมอย่างแท้จริงผ่านบริษัทชั้นนำและบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือในแต่ละวงการ ไม่ว่าจะเป็น คุณหนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล เจ้าของ Beauty Gems บริษัทอัญมณีอันดับหนึ่งของประเทศไทย และ Honorable Partner อื่นๆอีกมากมาย


2. Beyond Living ทาง Altitude Development คำนึงถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการสร้างแค่ที่อยู่อาศัยแต่เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ชีวิต เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ต่อยอดการทำงาน สร้าง Connection ให้มีความแข็งแรง จากกลุ่มลูกค้า Ultra-Elite Class เกิดเป็นสังคมระดับพรีเมียมกลุ่มใหม่ซึ่งรวมบุคคลชั้นนำจากหลากหลายสาขา


3. Exclusive Facilities & Service ส่วนกลางที่ไม่ได้เพียงตอบโจทย์การใช้ชีวิตรูปแบบเดิม แต่เป็นการเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานโดยจะคำนึงถึง Lifestyle การใช้ชีวิตแบบส่วนตัวและสังคมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในระดับ High Class ด้วยบริการระดับพรีเมียม Branded Residences ที่มีการจับมือกับระหว่าง Altitude Development กับ แบรนด์โรงแรมชั้นนำเพื่อยกระดับและสร้างความแตกต่างด้วยบริการระดับ 5 ดาว ที่ช่วยแก้ Pain Point ของกลุ่มเป้าหมายได้ โดยเฉพาะเรื่องเวลาซึ่งเป็น Pain Point ที่มีความสำคัญและมีมูลค่ามากที่สุด


โครงการ One Altitude เจริญกรุง ของ Altitude Development
โครงการ One Altitude เจริญกรุง ของ Altitude Development

อีกทั้ง Altitude Development มีกลยุทธ์หลักที่แตกต่างจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าอื่นๆ เช่น การนำเสนอแพลตฟอร์มทางธุรกิจ “Asset Turnkey Development” จากการร่วมมือกับพารท์เนอร์หรือเจ้าของกิจการชั้นนำที่หลากหลาย และมีความโดดเด่นในแง่มุมต่างๆ ทำให้เกิดมิติและการพัฒนาโปรดักซ์รูปแบบใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ 


คฤหาสน์หรู ‘One Bellagio’ โครงการระดับ Super Luxury ล่าสุดของ Altitude Development
คฤหาสน์หรู ‘One Bellagio’ โครงการระดับ Super Luxury ล่าสุดของ Altitude Development


ยกตัวอย่างโครงการระดับ Super Luxury โครงการล่าสุดของ Altitude Development อย่าง ‘One Bellagio’ คฤหาสน์หรูของกลุ่มเศรษฐีมีระดับ ที่ต้องการสรรหาที่พักอาศัยบนพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่สุดของการใช้ชีวิตแบบ Exclusive ด้วยแนวคิด Fuga Pacifica (Peaceful Escape) เป็นการเล่าเรื่องผ่านงานดีไซน์และแรงบันดาลใจจากคฤหาสน์ Villa Melzi ณ เมืองพักผ่อนชื่อดังระดับโลก Bellagio ประเทศอิตาลี ราคาเริ่มต้น 34 ล้านบาท* ที่คาดว่าโครงการนี้จะตกเป็นของกลุ่มเศรษฐีและเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ในโซนศาลายา และกรุงเทพฯฝั่งตะวันตก


‘Altitude Mastery สุขุมวิท’ ไพรเวทพูลวิลล่าระดับ Super Luxury
‘Altitude Mastery สุขุมวิท’ ไพรเวทพูลวิลล่าระดับ Super Luxury

‘Altitude Mastery สุขุมวิท’ ไพรเวทพูลวิลล่าระดับ Super Luxury ภายใต้แนวคิด “Living an aesthetic life” ที่ได้แรงบันดาลใจจากการพักอาศัยร่วมกับธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่การพักผ่อนที่สามารถเปิดรับธรรมชาติได้ตามใจ ทั้งรายละเอียดการออกแบบและวัสดุที่เลือกใช้ อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน อีกทั้งความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นรีสอร์ท ใจกลางกรุงเทพฯ ราคาเริ่มต้น 24.9 ล้านบาท*


‘One Altitude เจริญกรุง’ โครงการไอคอนนิคคอนโดมิเนียมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสุดหรู
‘One Altitude เจริญกรุง’ โครงการไอคอนนิคคอนโดมิเนียมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสุดหรู

และ ‘One Altitude เจริญกรุง’ โครงการไอคอนนิคคอนโดมิเนียมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสุดหรู ด้วยความร่วมมือระหว่าง Altitude Development และบริษัท Beauty Gems ดีไซน์รูปแบบอาคารเป็นรูปแบบเหลี่ยมเพชรดั่งอัญมณีที่ล้ำค่า ถือเป็นคอนโด Branded Residences ที่มาพร้อมกับบริการระดับโรงแรม 5 ดาว หนึ่งเดียวในย่านเจริญกรุง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สุดของโครงการ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 7.5 ล้านบาทเท่านั้น*




แผนกลยุทธ์ Origin Development


Origin Development


เมื่ออิงตามแผนธุรกิจของ Origin Development ที่แถลงในไตรมาสแรกของปี 2020 ระบุว่ามีการแตกบริษัทย่อยออกมา 6 กลุ่มเพื่อเดินหน้าดูแลธุรกิจประเภทต่างๆ ในแต่ละเซกเมนต์ โดยบริษัท ออริจิ้น ดอนโดมิเนียม จำกัด 1 ใน 6 บริษัทที่แตกย่อยออกมามี The Origin เป็นแบรนด์หลัก เอาไว้ลุยเซกต์เมนต์ Economy Class (ในสไลด์ใช้คำว่า Entry Class) ราคาต่ำกว่า 80,000 บาท/ตร.ม. และ Affordable Class (ในสไลด์ใช้คำว่า Mid End) ราคา 80,000 - 110,000 บาท/ตร.ม. ซึ่งสามารถปิดการขาย Sold Out ไปได้หลายโครงการเลยทีเดียว


โครงการ Park Origin พญาไท
โครงการ Park Origin พญาไท


สำหรับเซกเมนต์ระดับ Upper Class (ในสไลด์ใช้คำว่า High End) จะมีแบรนด์หลักคือ KnightsBridge ราคา 150,000 - 200,000 บาท/ตร.ม. ส่วนระดับ Luxury ราคามากกว่า 200,000 บาท/ตร.ม. จะมีแบรนด์ Park Origin ทั้ง 2 เซกเมนต์นี้ดูแลโดยบริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด



โดย Park Origin นั้นจะเป็นคอนโดเจาะกลุ่ม Young Rich & Success อายุ 30-45 ปี ตัวโครงการจะอยู่ภายใต้คอนเซปต์ “A Perfect Living Platform” ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างสมบูรณ์แบบด้วยการผสมผสานระหว่าง 1) เทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายมากขึ้น 2) สังคม สะท้อนไลฟ์สไตล์คุณภาพด้วยสังคมดีๆ ภายในโครงการพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน 3) ธรรมชาติ ให้คุณได้สัมผัสความสงบท่ามกลางพื้นที่สีเขียว ซ่อนตัวความวุ่นวายจากตัวเมือง


สำหรับโครงการแนวราบนั้นเดิมที Origin Development จะเน้นไปที่กลุ่ม Upper Class ด้วยแบรนด์ Britania ระดับราคาประมาณ 2 ล้านกว่าๆ ไปจนเกือบถึง 10 ล้าน


BELGRAVIA


อย่างไรก็ตาม Origin Development ได้มีแผนรุกตลาดบ้านระดับ Luxury ด้วยแบรนด์ BELGRAVIA ในระดับราคา 15 - 35 ล้าน ซึ่งปัจจุบันทางบริษัทได้เตรียมเปิดตัว Belgravia Exclusive Pool Villa Bangna-Rama 9 ในราคา 25 - 35 ล้าน* ด้วยคอนเซปต์ Luxurious Life Everyday ชูจุดเด่นด้วยสระว่ายน้ำแบบพูล วิลล่า ทุกหลัง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบอังกฤษ มีทั้งหมดเพียง 65 ยูนิต


Origin Open Platform


ส่วนตลาด Home Office ยังไม่มีข่าวคราวออกมา มีแค่ บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด ที่แยกออกมาพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม พื้นที่ค้าปลีก สำนักงานให้เช่า โครงการมิกซ์ยูส โดยเน้นแนวคิดธุรกิจใหม่ คือ “โอเพ่นแพลทฟอร์ม : เติบโตไปด้วยกัน” ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและสรรหาพันธมิตรในพื้นที่ที่ตอบโจทย์วิถีที่เปลี่ยนไปของคนจากรุ่นสู่รุ่น และความสามารถของโครงการที่จะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งเติมเต็มสีสัน ความมีชีวิตชีวา ในวันที่พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป



โครงการ Life ลาดพร้าว จาก AP Thai


AP Thai


สำหรับ AP Thai ถือว่าเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รายหนึ่งที่ใครหลายคนอาจคุ้นชื่อกันดีอยู่แล้ว ซึ่งใน The Executive Talk Interview ที่เว็บไซต์ AP Thai เผยแพร่ระบุเอาไว้ว่าทาง AP Thai ได้โฟกัสกลุ่มลูกค้าอสังหาฯ เซกเมนต์กลางถึงบน ในระดับราคาที่หลากหลาย เริ่มต้น 2.5 - 80 ล้านบาท


Life Platform of Success


โดยคอนโดระดับ Luxury และ High Class นั้นทาง AP Thai ก็มีแบรนด์ Rhythm, Life และ The Address โดยแบรนด์ Rhythm จะเป็นคอนโดที่มีนวัตกรรมการออกแบบ ส่วน Life นั้นจะเป็นคอนโดมิเนียมที่ให้คุณสนุกกับทุกรูปแบบการใช้ชีวิต ชูจุดเด่นด้วยการเป็น Platform of Success ให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการของชีวิต และ The Address นั้นจะมาในคอนเซปต์คอนโดมิเนียมหรู พร้อมสไตล์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกความเป็นตัวคุณ


Vittorio สุขุมวิท 39
โครงการ Vittorio สุขุมวิท 39


สำหรับคอนโดระดับ Super Luxury ทาง AP Thai ก็มีแบรนด์ Vittorio คอนโดมิเนียมหรูระดับ Ultra Luxe ภายใต้แนวคิด “Living in the Masterpiece” ที่สุดของทุกมิติ ที่ซึ่งสุนทรียะผสานเข้ากับการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ เน้นความแตกต่างและให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานอินทีเรีย ซึ่งปัจจุบันมีโครงการเดียว ได้แก่ Vittorio สุขุมวิท 39 ที่ Sold Out ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ทั้งนี้ AP Thai ได้เปิดตัวแนวคิดใหม่ในการพัฒนาคอนโดมิเนียม 2020 กับ ‘Dynamic Personalized Model’ คอนโดมิเนียมดีไซน์ตาม Living Pattern รูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของผู้อยู่อาศัย พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือทาง AP Thai มีเป้าหมายพัฒนาคอนโดให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของแต่ละคน


นอกจากนี้ทาง AP Thai ยังให้ความสำคัญกับทำเลและพยายามเจาะให้ถึง Demand ในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง เนื่องจากเรื่องทำเลและแพ็คเกจราคาขายยังเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ


สำหรับโครงการบ้านทาง AP Thai ก็มีตั้งแต่เซกเมนต์ระดับกลางจนถึง Super Luxury แบบคฤหาสถ์หรู โดยในบทความ The Executive Talk Interview ได้พูดถึงการลุยตลาดบ้านของ AP Thai ไว้ว่าจะเน้นการสร้างความแตกต่าง ทั้งการดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะให้มากขึ้น


Dynamic Personalized Model


โดยบ้านระดับ Luxury ของ AP Thai เช่น The City เน้นการดีไซน์ในสไตล์โมเดิร์น และ ที่ตั้งบนทำเลศักยภาพ ส่วนบ้านระดับ Super Luxury เช่น The Palazzo คฤหาสถ์หรูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สมบูรณ์แบบเรื่องการเลือกวัสดุตั้งแต่ทางเข้าส่วนกลาง คลับเฮาส์ จนถึงบ้านที่ออกแบบในสไตล์ Modern Art Deco Architecture


ทั้งนี้จึงสามารถสรุปได้ว่าบ้านระดับ Luxury และ Super Luxury ของ AP Thai นั้นจะเน้นไปที่การออกแบบ ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างซึ่งส่วนใหญ่จะมาในสไตล์โมเดิร์น รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานและตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ


Empower Living

ส่วนโฮมออฟฟิศของ AP Thai นั้น เช่น แบรนด์ District เป็นโฮมออฟฟิศเน้นการดีไซน์ที่สวยหรู และมีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ รวมถึงที่จอดรถ ที่สำคัญตั้งอยู่บนทำเลที่ติดถนนใหญ่ อย่างไรก็ตามในงานแถลงแผนกลยุทธ์ปี 2020 ของ AP Thai จะเน้นการขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์ ได้แก่


  1. AP Thailand Values พร้อมส่งมอบนวัตกรรมสินค้าและบริการที่ตอบสนองเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกันของลูกค้าได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์ที่สุด
  2. Masterplan For Tomorrow การเดินหน้าขยายขอบเขตในการสร้างพิมพ์เขียวแห่งการอยู่อาศัยคุณภาพให้ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
  3. Designing Your Future การมุ่งแสวงหาความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือ Unmet Needs ของลูกค้า เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้า และนวัตกรรมบริการ หรือ Creative Solution ใหม่ๆ ที่มีคุณค่าและยกระดับชีวิตในวันนี้ให้ดียิ่งขึ้น
  4. Power of Ecosystem การสร้างระบบนิเวศที่จะช่วยสนับสนุนการมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบครบวงจร



The Monument
โครงการคอนโด The Monument จาก Sansiri


Sansiri


ขอต่อกันด้วย Sansiri แบรนด์อสังหาฯ ที่คว้ารางวัล “The Most Powerful Real Estate Brands” จาก TerraBKK 2 ปีซ้อน (ในปี 2018 และ ปี 2019) ซึ่ง Sansiri ก็เป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทตั้งแต่ปี 1984 จึงได้รับความไว้ว่างใจจากลูกค้าจำนวนมาก


ซึ่งโครงการของ Sansiri นั้นสามารถครอบคลุมทุกเซกเมนต์ โดยเซกเมนต์ระดับบน Super Luxury ก็มี Sansiri Luxury Collection ได้แก่ 98 Wireless, Baan Sansiri, The Monument และ Khun By Yoo โดย Sansiri ได้วาง Position ให้ตนเองมีทิศทางที่แตกต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนรสนิยมแบบที่ไม่สามารถหาใครมาเปรียบเทียบได้


Sansiri Designer Profile


โดยแบรนด์ Luxury และ Super Luxury ของ Sansiri จะมีองค์ประกอบหลัก ดังนี้

1) ความมีรสนิยม ที่สะท้อนออกมาจากการออกแบบที่ Sansiri ร่วมงานกับสถาปนิกระดับโลก เช่น Philippe Starck ที่ร่วมออกแบบโครงการคอนโด Khun By Yoo


2) คุณภาพที่พิถีพิถัน ทาง Sansiri ใส่ใจทุกรายละเอียดโดยเลือกวัสดุคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อให้ได้อสังหาฯ ที่ตรงตามมาตรฐานที่ทางโครงการกำหนดไว้


3) ประสบการณ์ ส่งมอบการบริการที่เหนือความคาดหมายจากประสบการณ์ในวงการอสังหาฯ ที่บ่มเพาะมาเป็นเวลานาน จึงสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าแม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อยก็ตาม


เศรษฐสิริ พัฒนาการ
โครงการเศรษฐสิริ พัฒนาการ จาก Sansiri


ส่วนบ้านระดับ Luxury ของ Sansiri จะมี เศรษฐสิริ เป็นผู้เล่นสำคัญในเซกเมนต์นี้ โดยชูจุดเด่นด้วยคอนเซปต์ The Portrait of Success ภาพของชีวิตที่ภาคภูมิ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการ Sansiri จะให้ความสำคัญกับ 1) Design 2) Innovation 3) Quality และ 4) Service


กลยุทธ์แสนสิริ 2563


อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน Sansiri ให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘Made For Life’ มากขึ้น เพื่อไม่ให้บ้านเป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่สามารถเป็นได้ทั้งพื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ


สำหรับโฮมออฟฟิศจาก Sansiri ใครหลายคนอาจจะไม่คุ้นกันสักเท่าไหร่เนื่องจากไม่ค่อยปรากฎตามสื่อต่างๆ แต่จริงๆ แล้วทาง Sansiri มีโครงการโฮมออฟฟิศอยู่เหมือนกัน เช่น B-Avenue Watcharapol แต่เมื่อพูดถึงโฮมออฟฟิศระดับ Super Luxury แล้วคงไม่พ้น Tiger Lane ที่นอกจากจะตั้งอยู่บนถนน “เสือป่า” แล้ว ยังอยู่ในตำแหน่ง “ท้องมังกร” ตามความเชื่อดั่งเดิมอีกด้วย


Tiger Lane
โครงการ Tiger Lane โฮมออฟฟิศจาก Sansiri


และที่ชัดที่สุดก็คือโฮมออฟฟิศของ Sansiri โครงการนี้จะโดดเด่นไปด้วย Design ที่ออกแบบในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ผสมผสานความดั่งเดิมแบบชิโนโปรตุกีส และ Innovation ที่จัดเต็มเรื่องระบบความปลอดภัยด้วย Smart Security รวมถึง Service และ Quality ตามที่ Sansiri ให้ความสำคัญ




Ananda Development


“เราบ้าเลือดเรื่องโลเคชั่น ไม่มีใครชนะเราด้วยโลเคชั่น ไม่เป๊ะไม่เอาไม่ซื้อ” นี่คือประโยคเด็ดของ คุณชานนท์ เรืองกฤตยา CEO ของ Ananda Development ที่เว็บไซต์ Brand Buffet ลงเอาไว้เมื่อปี 2019 และภายในปีเดียวกันนี้ Ananda Development ยังเปิดแคมเปญ “คิด...เพื่อชีวิตคนเมือง” ตอกย้ำแนวคิด Urban Living Solutions ที่มาพร้อมกับ 4 จุดเด่นที่เป็นข้อดีของโครงการ ได้แก่


1) Location ซึ่งข้อมูล ณ ขณะนั้นระบุว่าแบรนด์ IDEO จะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าไม่เกิน 300 ม. มีราคาเฉลี่ย 100,000 - 150,000 บาท/ตร.ม. และแบรนด์ ELIO จะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า 300 - 600 ม. มีราคาเฉลี่ย 80,000 - 100,000 บาท/ตร.ม. (ราคาอาจมีการปรับเปลี่ยน) เพื่อตีเซกเมนต์ตั้งแต่ระดับกลางลงมา และถ้าเลยรัศมี 600 ม. จะเป็นโครงการแนวราบเป็นหลัก


ถึงแม้ในปัจจุบันทาง Ananda Development จะมีแบรนด์ย่อยมากขึ้น และอาจมีการเปลี่ยนกลยุทธ์บางกลยุทธ์ เนื่องจากแบรนด์บางโครงการไม่ได้อยู่ในระยะห่างจากรถไฟฟ้าตามที่กำหนดไว้ตามด้านบน เช่น Ideo รัชดา-สุทธิสาร ที่อยู่ห่างจากสถานีสุทธิสาร 450 ม.*


Ashton Residence 41 โครงการคอนโดจาก Ananda Development
Ashton Residence 41 โครงการคอนโดจาก Ananda Development


2) Product หรือ ตัวอาคารที่พักอาศัย ทาง Ananda Development เน้นการออกแบบพื้นที่ต่างๆ ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้แต่ละพื้นที่ในโครงการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยเฉพาะส่วนกลาง


Ideo Q จุฬา-สามย่าน
Ideo Q จุฬา-สามย่าน โครงการคอนโดจาก Ananda Development ที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์


3) Design ด้านการดีไซน์ภายนอกนั้น Ananda Development จะดีไซน์ออกมาให้โดดเด่นเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของกรุงเทพ (Iconic Bangkok) หรือที่เรียกว่าแลนด์มาร์ค ซึ่งจะเด่นชัดมากขึ้นเมื่อเป็นคอนโดระดับ Luxury เช่น Ideo Q จุฬา-สามย่าน (ปัจจุบัน Sold Out ไปแล้ว) ที่ใครหลายคนขนานนามกันว่ายานแม่ หรือ Ashton อโศก-พระราม 9 ตึกคู่ที่เหมือนคนหันหลังให้กันบนทำเลศักยภาพใกล้ MRT พระราม 9


4) Innovation ทาง Ananda Development จะมีนวัตกรรมเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้าน ตอบสนองความต้องการตลอด 24 ชม.โดยเฉพาะระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงเทคโนโลยีเชิงไลฟ์สไตล์แบบ Multi-Tasking


Artale
Artale โครงการบ้านจาก Ananda Development


ซึ่งแน่นอนว่า 4 จุดเด่นนี้ Ananda Development ได้นำไปปรับใช้กับโครงการบ้านด้วย กล่าวคือเน้นที่ตั้งโครงการบนทำเลที่เดินทางสะดวก ออกแบบพื้นที่ให้กว้างขวาง มีดีไซน์ที่โดดเด่น และนำนวัตกรรมมาใช้ในตัวบ้าน ซึ่ง Ananda Development มีบ้าน Luxury และ Super Luxury อยู่ 2 แบรนด์ ได้แก่ AIRI และ ARTALE ส่วนโฮมออฟฟิศในปัจจุบันทาง Ananda Development ยังไม่ได้พัฒนาหรือสร้างแต่อย่างใด



จะเห็นได้ว่าการสร้างอสังหาฯ ระดับ High-end ของแต่ละแบรนด์นั้นจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความแตกต่างและเน้นการตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยรวมถึงการรองรับไลฟ์สไตล์ต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจผู้บริโภคอย่างมากโดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่การออกแบบโครงการไปจนถึงส่วนกลางต่างๆ แบรนด์ต่างๆ ก็ล้วนทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมแม้กระทั่งแบรนด์น้องใหม่อย่าง Altitude Development


ทั้งนี้หากใครสนใจอสังหาฯระดับ Luxury และ Super Luxury จากผู้พัฒนาโครงการ 5 บริษัทในรายชื่อนี้ ทางเราขอแนะนำให้สอบถามโครงการอีกทีหนึ่งเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมในการตัดสินใจ

เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร...?

Related Stories

Esto Talks

See All >

VDO - Catch Up

Catch Up : คอนโด Rich Park Terminal @Phahonyothin 59